Climate Change: ความจริงที่หาดพยูน
posted on 15 Oct 2009 19:18 by aftersiroสวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ขอเป็นมีสาระบ้างแล้วกัน กับภาวะโลกร้อนในหัวข้อของ Blog Action day: Climate change ในวันนี้ เป็นความจริงที่เกิดขึ้นที่ผมได้ไปพบเห็นเมื่อทำการลงสำรวจพื้นที่ในโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ ของหาดหลายๆหาดในระยอง เพื่อที่จะนำมาออกแบบกันต่อไป ซึ่งไปสำรวจมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เองครับ ลงสำรวจ 3 หาดคือ หาดน้ำริน หาดพยูน และหาดพลา แต่ที่ดูแล้วหนักใจที่สุดก็คือ หาดพยูนนี้ล่ะครับ
หาดพยูนในรูปนี้เอามาจากอากู๋นะครับ คิดว่าน่าจะเป็นภาพในเมื่อหลายปีก่อนแต่ในปัจจุบันนั้น
พยูนแขนหักครับ สภาพตัวประติมากรรมก็โดนไอความเค็มของทะเลกัดหมดแล้วครับ ช่างน่าสงสารเสียจริง แต่อย่างว่าแหละครับ อยู่ใกล้ทะเลก็เป็นต้องโดนกร่อนเป็นธรรมดา ตรงจุดนี้ยังไม่เท่าไร ที่น่ากลัวคือจุดชมวิวที่มีอยู่เดิมของหาดนี้น่ะสิครับ
ดูด้านหน้าก็ยังไม่เห็นอะไร เห็นเพียงความเสื่อมโทรมของสังคมไทย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด(แต่เกี่ยวในด้านที่ช่วยทำให้โลกร้อนขึ้น) ในภาพนั้นเป็นเด็ก ม.ต้นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์กันกลางวันแสกๆเลยครับ ในวันฝนพรำนิดๆ โอ้ เด็กไทย จะรีบรู้โลกนี้กันไปไหนน้อ ทีนี้ลองไปดูจุดชมวิวอีกด้านบ้างครับ
จากมุมนี้ก็ยังไม่ชัดเท่าไร แต่อาจจะเห็นได้ว่ามีการทรุดของพื้นเกิดขึ้น ดูรูปต่อไปครับ
ซูมออกมาอีกหน่อย เห็นชัดเลยใช่มั๊ยครับ นั่นคือเก้าอี้นั่งพักบริเวณจุดชมวิวครับ มันพังมาขนาดนี้เลยล่ะครับ สาเหตุหลายๆอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง ไม่มีการลงเข็ม วางคานกันอย่างเดียว(สงสัยจะงบประมาณหมด หรือไม่ก็แบ่งงบไปกินกัน) แต่ที่น่ากลัวคือ โดยปกติแล้ว มันจะไม่พังง่ายๆหรอกครับ สาเหตุหลักก็มาจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเลนี้ละครับ ซึ่งที่มันรุนแรงขนาดนี้ก็เป็นผลมาจาก สภาวะโลกร้อนนั่นเอง ผมก็ตกใจเหมือนกันที่มันพังได้ขนาดนี้ แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ ผมได้สอบถามชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้น บอกว่า พื้นที่จุดชมวิวนี้เพิ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อ 2ปีที่แล้วนั่นเอง แค่ 2ปีเท่านั้นครับ!! มันกัดกร่อนได้ขนาดนี้เชียวหรือ ภูมิสถาปนิกที่เพิ่งจบใหม่อย่างผม ถึงกับชอคกันเลยทีเดียว (ละถ้าแบบกรูได้สร้างไปนี้ มันจะรอดเหรอวะเนี้ย) ทำให้ผมต้องหาข้อมูลในเรื่องของการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มกันเลยทีเดียว และยังมีเรื่องให้ตกใจอีกคือ
ทางเดินเชื่อมของจุดชมวิวครับ มันพังลงมาขนาดนี้เลยครับ!! แทบจะโดนทะเลกลืนไปแล้วเลยทีเดียว น่าตกใจมากครับ 2ปีมันกินพื้นที่หายไปร่วม 3 เมตรเลยทีเดียว ผมก็ว่า ทำไมคนถึงได้มาเที่ยวน้อยนัก เป็นสภาวะที่พวกเรานิ่งเฉยไม่ได้แล้วล่ะครับ ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อหลายๆอย่างมากมายเลยทีเดียว ในปีปีนึงนี้ เกิดการกัดเซาะชายฝั่งที่น่ากลัวมาก อีกหน่อย แนวทะเลคงจะเข้ามาถึงถนนในไม่กี่ปีข้างหน้านี้แน่นอน
ขนาดต้นไม้ที่มีรากแข็งแรงฝังลึก แต่เมื่อไม่มีดินให้เกาะ มันก็ต้องล้มและตายจากไป...
เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับความจริงที่ผมนำมาให้ชมกันในวันนี้ ไม่น่าเชื่อแต่มันคือเรื่องจริง ภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยล่ะครับ ส่วนต่อไปจะเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆนะครับเป็นส่วนเพิ่มเติมความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน จะอ่านหรือไม่อ่านก็ได้แล้วแต่คุณครับ (บางที่ไม่รู้ reference เพราะที่มาไม่ได้บอกไว้ ขอบคุณ google สำหรับข้อมูลด้วยนะครับ)
...........................................................................................................................................
โลกร้อนกระทบทรัพยากรชายฝั่งเน้นพอเพียงสู่ชุมชน
วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2550ปีที่ 19 ฉบับที่ 415
อ.สุจิณณา กรรณสูต Sujinna.k@ku.ac.th
หลายองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้กล่าวถึงความรุนแรงของปัญหาภาวะโลกร้อนว่าอาจมีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น ณ เวลานี้ทุกคนไม่ควรละเลยความสำคัญของปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะผลกระทบโลกร้อนอาจเพิ่มปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ซึ่งมีสาเหตุจากการกระทำของมนุษย์และจากธรรมชาติ อาจมีความรุนแรงและเกิดขึ้นรวดเร็วมากขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้
ภาวะโลกร้อนสามารถเป็นปัจจัยเสริมความรุนแรงของสาเหตุจากธรรมชาติที่ก่อให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เนื่องจากผลกระทบภาวะโลกร้อนทำให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศโลก และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เหล่านี้ส่งผลให้พายุและคลื่นที่พัดเข้าหาชายฝั่งทะเลมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น และมีการเปลี่ยนทิศทาง ทำให้เกิดการกัดเซาะรุนแรงจนสูญเสียเนื้อที่ชายฝั่งและเกิดแผ่นดินทรุดตัวตามแนวชายฝั่งเพิ่มขึ้น ทำให้ชุมชนต้องอพยพย้ายที่อยู่อาศัย และรัฐต้องเสียงบประมาณป้องกันปัญหาดังกล่าวเพิ่มขึ้น
หลายประเทศมีสภาพปัญหาที่ใกล้เคียงกันเกี่ยวกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลดังกล่าว เช่น ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา มีการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลลุกล้ำเข้าสู่ปากแม่น้ำและท่วมชายฝั่ง รวมทั้งการลดลงของชายหาดในหลายแห่งดังนั้น สถาบัน Institute of Science and Public Affairs แห่งFlorida State University จึงได้ทำการศึกษาในปี 2007 เพื่อคาดการณ์การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2080 ในบริเวณรอบFlorida Peninsula พบว่า แนวโน้มความสัมพันธ์ของช่วงเวลาและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็นเส้นตรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเพิ่มขึ้นของระดับก๊าซเรือนกระจก การศึกษานี้ทำให้ทราบแนวทางการวางแผนทางเศรษฐศาสตร์และการป้องกันในอนาคต นอกจากนั้นจากการรายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ในปี2007 เช่นกัน พบว่า ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มีระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยระดับน้ำทะเลทั่วโลกประมาณ 25% ซึ่งหมายถึงระดับน้ำในมหาสมุทรอาจเพิ่มขึ้นถึงระดับ80 เซนติเมตร ในปี 2100 ข้างหน้านอกจากนั้น ยังพบว่ามีความถี่และความรุนแรงของพายุเพิ่มขึ้นด้วย รวมทั้งชายฝั่งถูกน้ำท่วมในหลายแห่งโดยเฉพาะทางแถบเมือง Cairn และแถบตะวันออกเฉียงใต้รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย
ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีความยาวค่อนข้างมาก กล่าวคือ ฝั่งอ่าวไทยมีความยาวชายฝั่งตลอดแนว 1,878 กิโลเมตร และชายฝั่งทะเลอันดามัน 937 กิโลเมตร(จากข้อมูล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) โดยตลอดทั้งสองแนวชายฝั่งมีทรัพยากรทางทะเลหลากหลายชนิด ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆมากมาย อาทิ การท่องเที่ยว การทำประมงชายฝั่งการคมนาคมทางน้ำ หากเกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มขึ้นก็อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจตามมา ดังนั้น ประเทศไทยและทุกประเทศต้องร่วมมือกันวางแผนป้องกันทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เพราะการไหลเวียนของกระแสน้ำทะเลและมวลอากาศของโลกมีการเชื่อมโยงถึงกันอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น ทางแก้ไขโลกร้อนควรยึดการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย จึงเป็นวิถีทางในการแก้ไขสาเหตุของภาวะโลกร้อนและการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ไปพร้อมกันแบบบูรณาการ อาทิการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ เมื่อมีการใช้ไม้ในป่าต้องมีการปลูกทดแทนและการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากป่าในอาชีพอย่างพอประมาณ การประหยัดพลังงานและการหาวิธีผลิตพลังงานแบบพึ่งพาตนเอง การลดปริมาณขยะด้วยการบริโภคอย่างพอเหมาะและใช้สิ่งต่างๆที่จำเป็น รวมทั้งการหาวิธีการกำจัดขยะให้เกิดประสิทธิภาพและลดการเกิดมลพิษ ตลอดจนศึกษาวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของภาวะโลกร้อนจากแหล่งต่างๆ อย่างเหมาะสมและไม่เกิดผลกระทบต่อชุมชนตามทิศทางกระแสโลก
จากข้อมูลของ IPCC (Intergovernmental Panel on ClimateChange) พบว่า มีเทน เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่2 รองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าดินในนาข้าวมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทน ประมาณ15-20% ของปริมาณมีเทนที่ปลดปล่อยสู่บรรยากาศ ทั้งนี้จากรายงานการวิจัย ปี 2007ของภาควิชา Geosciences แห่งUniversity of Wisconsin และภาควิชา Civiland Environmental Engineering แห่ง Princeton University สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาแบบจำลองระบบและแนวทางการลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนาข้าว โดยเริ่มศึกษาตัวรับอิเล็กตรอนบางชนิดในดินที่มีสภาพน้ำท่วมขังอาทิ ออกซิเจน ไนเตรต (NO3)ธาตุแมงกานีสในรูป Mn(IV) ธาตุเหล็กในรูปFe(III) และสารซัลเฟต (SO4) และมีตัวให้อิเล็กตรอนคือ อะซิเตต (Acetate) และธาตุไฮโดรเจนซึ่งได้จากการย่อยสลายอินทรียวัตถุ โดยตัวรับและตัวให้อิเล็กตรอนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน(electron transfer processes) ของปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดก๊าซมีเทนในแปลงนา รวมทั้งการทดสอบผลของการใช้ปุ๋ยและการระบายน้ำในพื้นที่ต่อการปลดปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนา และศึกษาผลของอุณหภูมิต่อกระบวนการแพร่และจลนศาสตร์ของปฏิกิริยา(reaction kinetic) ซึ่งทดสอบทั้งภาคปฏิบัติการและแปลงนาจริง รวมทั้งศึกษาการปลดปล่อยสารอินทรีย์คาร์บอนจากราก(exudation) และการปลดปล่อยออกซิเจนจากรากของต้นข้าวและชีวมวลรากของต้นข้าว การเจริญเติบโตของต้นข้าวการกระจายของอินทรีย์คาร์บอนในดิน อาการของโรคในรากพืชการลดลงของปริมาณก๊าซ เพื่อนำข้อมูลการศึกษาดังกล่าวมาประเมินการปลดปล่อยก๊าซมีเทนในแปลงนาที่ปลูกในเมืองChongqing และ Sichuan ของประเทศจีน ชี้ให้เห็นว่าการปลดปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนาข้าวพันธุ์ลูกผสมมีมากกว่าพันธุ์พื้นเมือง(ลักษณะต้นสูง) ในระยะต้นกล้า และการปลดปล่อยก๊าซมีเทนช่วงระยะต้นกล้ามีมากกว่าช่วงฤดูการปลูกข้าว และพบว่าเมื่อใส่ปุ๋ยไนเตรต อัตรา 64kg N/ha สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึง 7%และเหล็ก (Fe) และแมงกานีส (Mn)ในรูป oxidized forms ที่พบในช่วงที่ระบายน้ำขังในแปลงนาก่อนฤดูการปลูกสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนได้ ประมาณ 8-10% และการระบายน้ำขังในแปลงนา1 สัปดาห์ ในช่วงฤดูกาลปลูกสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึงประมาณ 22-23% เทคนิคนี้นอกจากเป็นการลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนแล้ว ยังเป็นการรักษาระดับน้ำที่เหมาะสมในแปลงนาและเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ความพอเพียงในการดำเนินชีวิตเป็นทางแก้ไขสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี แต่ควรกระทำอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากตนเองครอบครัว ชุมชนหรือหมู่บ้าน จนถึงประเทศชาติ ผนวกกับการคิดหาเทคนิควิธีการตามศักยภาพให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประเทศ ก็จะทำให้ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างมั่นคงตลอดไป
...............................................................................................................................
การกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ทั้งทางด้านตะวันออกและตะวันตกเกิดขึ้นในพื้นที่ราบน้ำขึ้นถึงบริเวณป่าชายเลนสำหรับบริเวณหาดทรายส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว เขตอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย จากการสำรวจพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเกิดขึ้นในทุกจังหวัดรอบอ่าวไทยโดยมีอัตราการกัดเซาะรุนแรงเฉลี่ยมากกว่า5.0 เมตรต่อปี (ซึ่งจัดเป็นพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เร่งด่วน)เกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่ง 12 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยองฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชสงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ระยะทางรวม 180.9 กิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ10.9 ของแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการกัดเซาะระดับปานกลางอัตราเฉลี่ย1.0-5.0 เมตรต่อปี (ถือเป็นพื้นที่เสี่ยง)ใน 14 จังหวัด คือ ตราด จันทบุรี ชลบุรี ระยอง สมุทรสาครสมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลาปัตตานี และนราธิวาส ระยะทางรวม 305.1 กิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ18.4 ของแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ทั้งนี้ชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา จนถึงปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและมีการกัดเซาะขั้นรุนแรงมากที่สุดบางพื้นที่มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า 25 เมตรต่อปี
....................................................................................................................
เป็นความจริงที่ผมได้พบเจอและเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนในประเทศไทยที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้ไว้ครับ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย ขอบคุณครับ











แล้วพบกันใหม่ เอนทรี่หน้าครับ สวัสดี